::
 


:::   :::   :::   :::   :::   :::   :::   :::   :::
เมื่อลูกเป็นไข้ควรทำอย่างไร ?

             อาการตัวร้อนเป็นไข้นั้นจะเกิดกับเด็กเล็ก ๆ แทบทุกคนเป็นปกติ อาการไข้ คือ การที่
   อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงสูงกว่าปกติ    ซึ่งมักจะเป็นเหมือนสัญญาณบอกว่าระบบภูมิ
   คุ้มกันในร่างกายกำลังทำงานตามหน้าที่  เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคบางอย่างที่บุกรุกเข้าสู่ร่างกาย
   เช่น แบคทีเรียหรือไวรัส   โดยที่ร่างกายจะไปกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว   และภูมิ
   คุ้มกันอื่น ๆ เพื่อทำลายผู้บุกรุกนั้น ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น แต่ค่าอุณหภูมิปกติของเด็ก
   เล็ก ๆ นั้นไม่เหมือนกับผู้ใหญ่  เพราะในเด็กนั้นค่าอุณหภูมิจะเปลี่ยนไปค่อนข้างหลากหลาย
   ระหว่างวัน  เช่น  หากใส่เสื้อหนาไป ร้องไห้นอนดิ้น  ออกแรงเยอะ หรืออยู่ในห้องที่อากาศ
   ร้อนตอนบ่ายแก่ ๆ    อุณหภูมิก็อาจพุ่งสูงขึ้นไปประมาณ  38  องศาเซลเซียส  หรือ 100.4
                                   องศาฟาเรนไฮด์ ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นอุณหภูมิปกติสำหรับเด็กทารกที่สุขภาพสมบูรณ์ แต่หาก
                                   วัดปรอทได้อุณหภูมิสูงกว่านี้ นั้น น่าจะเรียกได้ว่าลูกกำลังมีไข้
     
 
สาเหตุของอาการไข้ในเด็กเล็ก ๆ
     
 
อาการ
การเจ็บป่วย
  มีไข้ ไอ น้ำมูก หายใจลำบาก เจ็บคอ และ/หรือปวดเมื่อกล้ามเนื้อ เป็นไข้ ไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อในทางเดินหายใจ
  มีไข้ มีผื่นแดง และเจ็บคอ และ/หรือต่อมน้ำเหลืองบวมโต อีสุกอีใส ติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ หรือไวรัสลงกระเพาะอาหาร
  มีไข้ วิงเวียนศีรษะ ตาลาย พร้อมกับอาการปวด หรือมีเสียงแว่วในหู ติดเชื้อในหู
  หูอื้อ  
  มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม เจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ ติดเชื้อไวรัสหรือสเตร็ปโตคอคคัส
    นิวคลิโอลีส (ภาวะเม็ดเลือดขาวมีมากเกินปกติ)
     
               ปกติการที่ลูกมีไข้ต่ำ มักจะไม่มีอันตรายรุนแรง แต่บางคนที่ระดับอุณหภูมิพุ่งขึ้นสูงอาจทำให้เกิดเป็นลมชัก
ได้ อาการของลมชัก เด็กจะซีด ตัวเกร็งแข็ง กระตุก แบบที่ควบคุมไม่ได้ และอาจหมดสติ อาการจะเป็นนาน
ประมาณ 1-2 นาที บางคนอาจถึง 10 นาที หากลูกเกิดลมชัก พยายามตั้งสติให้มั่น อย่าตกใจ หาผ้านุ่ม ๆ หรือช้อนเล็ก ๆ
ใส่ปากเด็กเพื่อระวังการกัดลิ้นตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ อุ้มให้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยต่อวัตถุอันตราย หรือการกลิ้งตกจากที่สูง
แล้วรีบนำเด็กไปพบแพทย์ทันที
             โรคลมชักจากการเป็นไข้สูงนี้มีโอกาสน้อยที่จะทำลายสมอง และยังไม่อันตรายเท่ากับการเป็นลมจากความ
ร้อนภายนอก อย่างเช่นการปล่อยเด็กไว้กลางแดดเป็นเวลานาน ๆ หรือทิ้งเด็กไว้ในรถที่จอดตากแดด ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูง
อย่างนั้นมีโอกาสเป็นอันตรายมากกว่า
     
    วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อมีไข้ไม่สูงมาก
  1. คลายรัดชุดที่ลูกสวมใส่ให้หลวม ควรให้ลูกใส่เสื้อพวกผ้าฝ้ายเนื้อเบา น้ำหนักเบา ห่มผ้าที่ไม่หนาเกินไป พยายามอย่า
    ตัว เพราะจะทำให้ไข้สูงขึ้นโดยใช่เหตุ
  2. ปรับอุณหภูมิในห้องที่เด็กอยู่ให้เย็นขึ้น อย่างน้อยควรมีพัดลม เพื่อพัดให้อากาศถ่ายเทสะดวก และไม่ร้อนเกินไป ระวัง
    ใบพัดให้ห่างจากมือเด็ก
  3. ให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะหากเด็กอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย ควรเพิ่มปริมาณอาหาร
    หรือเครื่องดื่มตามปกติ เช่น นมแม่ นมสูตร หรือน้ำ และหากเด็กโตพอจะดื่มเครื่องดื่มอื่น ๆ  ลองให้เขาดื่มน้ำหวาน
    ซุปใส หรือน้ำผลไม้เจือจางดูบ้าง
  4. ให้ยา Acetaminophen หรือปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการให้ยา ibuprofen และทำตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในฉลาก
    ยาอย่างเคร่งครัด อย่าให้ทารกหรือเด็กรับประทานแอสไพริน เพราะแอสไพรินนั้นสัมพันธ์กับการเกิดโรค Reye's
    syndrome
ซึ่งเป็นโรคที่แม้จะเกิดได้ยาก แต่อาจนำมาซึ่งการเจ็บป่วยรุนแรงได้
  5. คลายความร้อนด้วยการเช็ดตัวด้วยฟองน้ำหรือผ้านุ่ม ๆ ชุบน้ำอุ่น (อย่าให้ร้อนมาก) ทีละส่วน ปล่อยให้น้ำระเหยแต่
    ไม่แห้ง จะทำให้ตัวลูกเย็นลงได้ และเช็ดตัวไปเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกสบายตัวขึ้น ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที  กว่าที่
    ไข้จะลด
  6. หากอาการไข้เกิดจากโรคติดต่อ พยายามให้ลูกอยู่ห่างจากเด็กอื่น ๆ และคนสูงอายุ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค
     
  สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำเมื่อลูกมีไข้
  1.  อย่าฝืนให้ลูกนอนเพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องระวังอย่าให้เขาเล่น หรือใช้แรงมากจนเกินไป
  2.  อย่าให้เขาอดอาหาร เพราะเด็กเล็กที่กำลังป่วยต้องการพลังงานและน้ำมากกว่าปกติ
  3.  อย่าวิตกกังวลจนเกินเหตุ
     
  การเลือกใช้ปรอทวัดไข้ หรือเทอร์โมมิเตอร์ที่มีคุณภาพ
                 อย่าลืมอุปกรณ์จำเป็นที่ต้องมีติดบ้านไว้ คือ เทอร์โมมิเตอร์ หรือปรอทวัดไข้ มีทั้งแบบด้ามสำหรับวัด
ทางปากหรือหนีบที่ใต้รักแร้ แต่แพทย์ไม่แนะนำให้วัดปรอททางปากในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจาก
การกัดปรอท อันอาจเกิดขึ้นได้ และอีกแบบที่นิยมใช้คือ เป็นแถบวัดอุณภูมิทางหน้าผาก ทั้งนี้ในปัจจุบันมีอีกวิธีหนึ่ง
ที่ศึกษามาแล้วว่าเป็นการวัดอุณหภูมิของร่างกายได้ค่าคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด คือ การวัดอุณหภูมิทางหู (Tympanic
temperatures )
เพราะในช่องหูใช้การจ่ายเลือดส่วนเดียวกับศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายในสมอง
(ไฮโปธาลามัส) ซึ่งจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายได้เร็ว และใกล้เคียงความเป็นจริงกว่าจุดอื่น ๆ
วิธีนี้ควรปรึกษาแพทยก่อนใช้
     
 

 
www.mccormick.in.th