:::   :::   :::   :::   :::   :::    :::     :::     :::     :::            เกร็ดความรู้
HEALTH  TIP

     
   
มะเร็งลำไส้ใหญ่ Cancer
   


           มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยที่มีมะเร็งหลายชนิดที่สามารถรักษาได้ผลดีมาก ถ้า
ตรวจพบและเริ่มรักษาแต่เินิ่น ๆ มะเร็งลำไส้ใหญ่ก็เช่นกัน โดยมะเร็งชนิดนี้เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยเป็นลำดับต้นๆ
ทั้งในผู้ชาย และผู้หญิง แต่น่าเสียดายที่ในบ้านเรานั้น กว่าที่ผู้ป่วยจะไปให้หมอตรวจก็มักจะเป็นมากแล้ว   ทั้งนี้ก็
เพราะว่าในช่วงแรก ๆ ที่ป่วยนั้นจะไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย กว่าจะมีอาการก็เป็นมากจึงค่อยไปหาหมอ
   ลำไหญ่นั้นเป็นอวัยวะส่วนปลาย ๆ ของระบบทางเดินอาหาร โดยต่อมาจากลำไส้เล็ก แล้วไปต่อกับส่วนไส้ตรง (Rectum) ซึ่งจะไปสิ้นสุดที่ทวารหนัก   มะเร็งของลำไส้ใหญ่เกือบทั้งหมดจะเริ่มจากการเป็นติ่งเนื้อ (Polyps)
ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยกลายเป็นเนื้อร้าย วิธีที่จะรู้ได้ว่ามีติ่งเนื้อร้ายอยู่ในลำไส้ใหญ่หรือไม่  ก็ต้องตรวจด้วยวิธี่การ
ต่าง ๆ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้ ?

       ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่

          ผู้ที่มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว
          ผู้ที่มีประวัติการป่วยเป็ฯโรคลำไส้อักเสบบางชนิด (Crohn's disease)
          ผู้ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป
          ผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันสัตว์มาก ๆ เป็นประจำ
          ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย
          คนอ้วน
          ผู้ที่สูบบุหรี่ โดยได้มีงานวิจัยที่พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคนี้มากว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 30-40%

              อาการท้องผูกไม่น่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่  แต่ผู้ที่ท้องผูกเป็น
ประจำมักจะชอบกินอาหารเนื้อสัตว์มากๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงกว่า จึงอาจมีโอกาสเป็นมะเร็ง
ลำไส้ใหญ่มากกว่าคนทั่วไป

ทำอย่างไรจึงไม่เป็นโ่รคนี้ ?

       ก็ต้องกำจัดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งได้แก่ เปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร  โดย
่ควบคุมอาหารการกิน ให้เน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้  และกากใยอาหารให้มากๆ จะย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์  และ
ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น โดยเฉพาะในคนที่มักจะท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือท้องผูกบ่อย ๆ   แต่
ถ้าลองเน้นผักสด  ผลไม้  กากใยมากขึ้นกว่าเดิมแล้วยังไม่ดีขึ้น   คุณก็ควรพบแพทย์วินิจฉัยว่าควรใช้ยาช่วยใน
ระบบย่อยหรือไม่

       นอกจากนี้แล้วยังควรเสริมด้วยโฟลิกแอซิด วิตามินซี แคลเซี่ยม วิตามินอี และเซเลเนียม  ลดอาหารประ-
เภทเนื้อ ไขมันสัตว์ นอกจากเรื่องอาหารแล้วควรงดบริโภคสิ่งที่เป็นมลพิษต่อสุขภาพ  ได้แก่  แอลกอฮอล์ และ
บุหรี่ การออกกำลังกายก็มีความสำคัญมากเช่นกัน  โดยที่ทางสมาคมโรคมะเร็งของสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำให้
ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยวันละ  30 นาที   ซึ่งจะช่วยทำให้ไม่อ้วน  มีสุขภาพทั่วไปที่แข็งแรง และลด
ความเสี่ยงต่อมะเร็งลงได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้หรือเปล่า ?

       เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่ถ้าตรวจพบว่าเป็นและได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะได้ผล
ดีมาก โดยถ้าได้รับการรักษาก่อนที่มะเร็งจะกระจายออกไป   จะมีอัตราการหายประมาณ 90 % แต่ถ้าเริ่มรักษา
ตอนที่มะเร็.ได้ลุกลามไปยังอวัยวะหรือต่อน้ำเหลืองข้างเคียงแล้ว   จะมีอัตราการหายลดลงเหลือ 65 %   แต่ถ้า
มะเร็.ได้กระจายไปยังตับหรือปอดแล้ว อัตราการหายจะลดลงเหลือเพียง 8 % เท่านั้น

       คุณคงเห็นแล้วว่า   ยิ่งตรวจพบมะเร็งได้เร็วและได้รับการรักษาเร็วเท่าไร     โอกาสหายยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
เพราะฉะนั้นคุณที่มีปัจจัยเสี่ยงตามที่กล่าวมาข้างต้น  ควรรีบไปตรวจดูว่าเป็นโรคนี้หรือเปล่า   คราวนี้มาดูกันว่ามี
การตรวจอะไรบ้างที่ช่วยวินิจฉัยโรคนี้ 

       การตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้ว (Digital Rectal Exam-DRE)  หมอจะสวมถุงมือแล้วเอานิ้วสอดเข้า
ทางทวารหนักเพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติภายในลำไส้  การตรวจนี้ไม่พอเพียงสำหรับการหามะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะ
หมอจะตรวจได้ถึงไส้ตรงเท่านั้น

       การตรวจหาเลือดในอุจจาระ  (Fecal Occult Bkood test-FOBT)  เป็นการตรวจหาเลือดในอุจจาระ
ในกรณีที่มีเลือดอยู่น้อยเกินกว่าจะมองเห็นได้ อันนี้คุณไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เก็บอุจจาระไปให้หมอเท่านั้น

       การตรวจด้วยซิกมอยโดสโคป (Sigmoidoscopy) เป็นการใช้ท่อเล็ก ๆ สอด่เข้าไปในทวารหนัก เพื่อ
ส่องดูส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ เนื่องจากท่อที่ใช้นั้นยาวเพียง 2 ฟุต เท่านั้น  ถ้ามะเร็งเกิดอยู่ลึกเกินกว่านั้น การ
ตรวจนี้จะหามะเร็งไม่พบ

       การตรวจด้วยโคโลโ่นสโคป (Colonoscopy)  ก็คล้ายกับซิกมอยโดสโคป เพียงแต่ท่อจะยาวกว่า ทำ
ให้แพทย์สามารถเห็นได้ตลอดลำไส้ใหญ่ และถ้าหากไปเจอติ่งเนื้อเข้า แพทย์ก็สามารถตัดติ่งเนื้อออกได้ หรือ
ถ้าเห็นอะไรน่าสงสัย ก็สามารถตัดส่วนเล็ก ๆ เอามาตรวจหามะเร็งได้

       การเอ็กซเรย์พร้อมกับสวนด้วยแบเรี่ียม (Barium Enema) ก็ช่วยการวินิจฉัยโรคนี้ได้ในระดับหนึ่ง 

อาการของโรคนี้มีอะไรบ้าง   ?

       อาการที่พบได้มี ดังนี้

          แรก ๆ จะไม่มีอาการอะไรเลย อาจมีเพียงอืดแน่นท้องบ้างเป็นครั้งคราว
          มีการเปลี่ยนแปลงของการถ่ายอุจจาระ เช่น จากที่เคยถ่ายแข็งกลับเป็นถ่ายเหลว หรือกลัีบกัน หรือ
              อุจจาระมีลักษณะลีบเล็กต่อเนื่องกันเกินกว่า 2-3 วัน
          รู้สึกอยากจะถ่ายอุจจาระอยู่ตลอด ทั้ง ๆ ที่ถ่ายเสร็จแล้ว
          ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
          ปวดเกร็งในท้องต่อเนื่องยาวนาน

       อาการเหล่านี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องป่วยเป็นมะเร็็งลำไส้ใหญ่ เพราะยังมีอีกหลายโรคที่ทำให้เกิดอาการ
เช่นนี้ได้ ดังนั้น ถ้าหากมีอาการเหล่านี้หรือมีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมาข้างต้น การไปให้แพทย์ตรวจย่อมเป็นวิธีที่ดี
ที่สุด

รักษาอย่างไร  ?

       การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ มีวิธีหลักอยู่ 3 วิธี  ได้แก่  การผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออก การใช้ยาไปทำลายเซลล์
มะเร็ง และการทำลายเซลล์มะเร็งในตำแหน่งต่าง ๆ ด้วย  การฉายรังสี การเลือกวิธีในการรักษานั้น  ขึ้นอยู่กับว่า
เป็นมะเร็งมากน้อยเพียงใด มีการลุกลามหรือแพร่กระจายหรือไม่ และสภาพร่างกายของผู้ป่วยขณะนั้นเหมาะสม
กับวิธีใดมากที่สุด  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแพทย์ที่รักษา
  


นิตยสาร Health Today Thailand, ฉบับที่ 10 เดือนมกราคม 2545


 
www.mccormick.in.th